บทความ

รัฐธรรมนูญกับหลักกฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษ

26/07/2023
45314
รัฐธรรมนูญกับหลักกฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษ
นายพลสิทธิ์  จิระสันติมโน
นักวิชาการคดีรัฐธรรมนูญปฏิบัติการ
กลุ่มงานคดี  ๗
สำนักคดี  ๓
          รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๖๐  ได้กำหนดให้มีหลักประกันสิทธิของปวงชนชาวไทยไว้หลายประการ โดยหนึ่งในนั้นคือสิทธิที่จะไม่ถูกลงโทษทางอาญา หากไม่มีกฎหมายกำหนดความผิดไว้ล่วงหน้า หรือที่ถูกเรียกใน    หมู่นักกฎหมายว่า ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ หากไม่มีกฎหมาย  (No  crime  nor  punishment  without  law)  ซึ่งปรากฏในมาตรา  ๒๙  วรรคหนึ่ง  ที่บัญญัติว่า  “บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา  เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้  และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้”  ซึ่งหลักการนี้ถือเป็นหลักนิติธรรมที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไว้  สอดคล้องกับประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  ๒  วรรคหนึ่ง  ที่บัญญัติว่า  “บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้  และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น  ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย”  ดังนั้น  จากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๙  ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  ๒  สามารถอธิบายความหมายถึงสิทธิเสรีภาพในการกระทำของบุคคลได้ว่า  ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดทางอาญาหากกฎหมายในขณะนั้นไม่ได้มีการกำหนดความรับผิดไว้ก่อนที่การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น หรือสามารถอธิบายในอีกมุมหนึ่งได้ว่ารัฐไม่อาจจะออกกฎหมายย้อนหลังไปกำหนดว่าการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดเพื่อลงโทษบุคคลใดบุคคลหนึ่งมิได้ รวมถึงจะกำหนดโทษให้หนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้  ด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นหลักเด็ดขาดในทางกฎหมายอาญาที่ว่า  “กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษ”
          หลักกฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษ  ถือเป็นหลักที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทยมายาวนาน และเคยถูกนำมาปรับกับการพิจารณาวินิจฉัยในศาลยุติธรรมของไทย ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑/๒๔๘๙  ที่สรุปได้ว่า  “คดีเป็นปัญหากฎหมายในเบื้องต้นที่จะต้องวินิจฉัยเกี่ยวด้วยการบังคับใช้บทพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม  ศาลนี้เห็นว่าพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม  พุทธศักราช  ๒๔๘๘  เฉพาะที่บัญญัติย้อนหลังให้การกระทำก่อนวันใช้พระราชบัญญัติเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติด้วยนั้น  ขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  มาตรา  ๑๔  และเป็นโมฆะ  ตามมาตรา  ๖๑  (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม  พุทธศักราช  ๒๔๗๕  ประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่  ๑๐  ธันวาคม  ๒๔๗๕ ยกเลิกเมื่อวันที่  ๙  พฤษภาคม ๒๔๘๙)  เมื่อบทบัญญัติที่โจทก์ฟ้องขอให้เอาผิดแก่จำเลย  ศาลนี้ได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นโมฆะ  อันจะลงโทษจำเลยไม่ได้  ก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่ศาลจะฟ้องคำพยานหลักฐานโจทก์ในเรื่องนี้ต่อไปอีก  จึงพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์เสีย” 
          จากคำพิพากษาดังกล่าวจะเห็นได้ว่าศาลฎีกาได้มีการคุ้มครองผู้กระทำให้ไม่ต้องรับผิดในการกระทำของตนก่อนที่กฎหมายจะกำหนดไว้เป็นความผิด ซึ่งในที่นี้คือบทพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามที่ถือเป็นกฎหมายกำหนดโทษทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษแก่ผู้กระทำซึ่งได้กระทำก่อนที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิด  ถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน  จึงเป็นกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและไม่อาจใช้บังคับได้
          อย่างไรก็ดี  ในบางกรณีกฎหมายอาญาสามารถบัญญัติกฎหมายให้มีผลย้อนหลังได้ หากการย้อนหลังนั้นมีลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้กระทำผิด ดังที่ปรากฏในประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  ๒  วรรคสอง  ที่บัญญัติว่า  “ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง  การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป  ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว  ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น  ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง”  ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เอากฎหมายในส่วนที่เป็นคุณมาใช้กับผู้กระทำความผิดได้  เช่น  ผู้กระทำได้ลงมือกระทำการอันเป็นความผิดต่อกฎหมาย  แต่ต่อมากฎหมายใหม่บัญญัติว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดอีกต่อไป  ส่งผลให้บุคคลนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดทันที  เป็นต้น  ทำให้การย้อนหลังของกฎหมายในเหตุที่เป็นคุณไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้  เพราะถือว่าไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรอง
          นอกจากนี้  ในเรื่องหลักกฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษนั้น  ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศไทยก็เคยมีคำวินิจฉัยคุ้มครองสิทธิของประชาชนในเรื่องดังกล่าวมาแล้วความปรากฏในคำวินิจฉัยที่  ๓๐/๒๕๖๓  ซึ่งสรุปได้ว่า  “การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่  ๕/๒๕๕๗  เรื่อง  ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม  ลงวันที่  ๒๔  พฤษภาคม  ๒๕๕๗  กำหนดให้บุคคลมารายงานตัวในวันที่  ๒๔  พฤษภาคม  ๒๕๕๗  เวลา  ๑๓.๐๐  นาฬิกา  โดยปรากฏชื่อจำเลยในคดีนี้  คำสั่งดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้การไม่มารายงานตัวต้องรับโทษทางอาญา  แต่ต่อมาในวันเดียวกันนั้น  คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ฉบับที่  ๒๙/๒๕๕๗  เรื่อง  ให้บุคคลมารายงานตัวตาม
คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่  ๒๔  พฤษภาคม  ๒๕๕๗  กำหนดให้บุคคลที่มีรายชื่อตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ไม่มารายงานตัวภายในวันเวลาที่กำหนด  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน  ๒  ปี  หรือปรับไม่เกิน  ๔๐,๐๐๐  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  เป็นการออกคำสั่งเรียกให้มารายงานตัวก่อนแล้วออกประกาศกำหนดโทษของการกระทำดังกล่าวลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ทราบทั่วกันในภายหลัง  (วันที่  ๒๙  พฤษภาคม  ๒๕๕๗)  จึงเป็นการกำหนดโทษทางอาญาให้มีผลย้อนหลังแก่บุคคลผู้ไม่มารายงานตัวตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งเกิดขึ้นก่อน  ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมที่ว่า “ไม่มีความผิด  ไม่มีโทษ  โดยไม่มีกฎหมาย”  จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๙  วรรคหนึ่ง”  เมื่อพิจารณา  ข้อเท็จจริงจากคำวินิจฉัยพบว่า  หลัก  “กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษ”  นั้น  บุคคลจะมีความผิดต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติว่าเป็นความผิดและกำหนดโทษของความผิดไว้  ดังนั้น  การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่  ๕/๒๕๕๗  ออกคำสั่งเรียกให้รายงานตัวก่อนและออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ฉบับที่  ๒๙/๒๕๕๗  กำหนดโทษของการกระทำดังกล่าวในภายหลังจึงเป็นคำสั่งที่มีโทษอาญาย้อนหลังไปลงโทษการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนจึงเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๙  วรรคหนึ่ง  และขัดต่อหลักนิติธรรม
          ดังนี้  จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาในข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า  “หลักกฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษ”  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๖๐  ได้มีการวางหลักประกันว่าบุคคลสามารถกระทำการใด ๆ ได้โดยไม่มีความผิดและถูกลงโทษ หากกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้นไม่กำหนดว่าเป็นการกระทำนั้นเป็นความผิดและโทษไว้ในขณะที่กระทำ ดังที่ปรากฏในมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยในหลักดังกล่าวเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจของรัฐอย่างไร้ขอบเขตและตามอำเภอใจ ตามแนวคำวินิจฉัยที่  ๓๐/๒๕๖๓  ซึ่งถือเป็นแนวคำวินิจฉัยสำคัญประการหนึ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักและถือปฏิบัติเพื่อธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมของกฎหมายภายใต้ของหลักนิติธรรม


__________________________________
 
Back to top